เตือนภัยอันตรายจากสารพัดขนม

สวัสดีค่ะ คุณรู้ไหมว่า ขนมต่าง ๆ ที่วางขายอยู่ทั่วไปนั้น มีอันตรายมากมายต่อร่างกาย…วันนี้เราไปติดตามข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้กันดีกว่าค่ะ นั่นเพราะนักวิจัยมีการค้นพบว่า ขนมกรุบกรอบกว่า 700 ชนิดสารพัดยี่ห้อที่วางขายล่อใจ มีแต่ส่วนผสมประเภทหวานจัด มันเยิ้ม เค็มจัด ซึ่งเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ โดยเฉพาะขนมปังประเภทเม็กซิกันบัน เพราะเพียงแค่ชิ้นเดียวให้พลังงานเกินกว่าความต้องการของร่างกาย อีกทั้งยังพบเด็กไทยกำลังมีปัญหาไขมัน น้ำตาลผิดปกติ ซึ่งเป็นผลจากความอ้วน ทั้งนี้ จากการที่ได้นำขนมและอาหารว่างประมาณ 700ตัวอย่างมาวิเคราะห์จากฉลากโภชนาการ และส่วนประกอบเพื่อให้ทราบคุณค่าทางโภชนาการ พบว่ามีเพียง 10%ของขนมทั้งหมดที่ผ่านเกณฑ์โภชนาการ แต่ก็ไม่ได้ผ่านทั้งหมด เพราะใน 10% นั้นบางอย่างก็เค็มเกินไป หวานเกินไป ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5กลุ่ม คือ 1.กลุ่มลูกอม หมากฝรั่ง เยลลี่ พบมีน้ำตาลและสารให้ความหวานอื่น ๆ เป็นส่วนผสมจำนวนมาก  2.กลุ่มช็อกโกแลต มีไขมันกับน้ำตาลในปริมาณสูง 3.กลุ่มถั่วและเมล็ดพืช มีไขมันและโซเดียมมาก 4. กลุ่มปลาเส้นปรุงรสต่าง ๆ ปลาอบกรอบ แม้จะมีโปรตีน แต่มีโซเดียมสูง ยิ่งปรุงรสเข้มข้นก็ยิ่งมีโซเดียมมาก 5. กลุ่มมันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ ข้าวอบกรอบ ข้าวโพดอบกรอบ แป้งทอด จะเต็มไปด้วยโซเดียมและไขมัน  นอกจากขนมกรุบกรอบแล้ว ยังมีขนมปังประเภทเม็กซิกันบัน ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ โดยปริมาณสารอาหารที่ได้รับต่อขนมปัง 1 ก้อน ให้พลังงานสูง 600 กิโลแคลอรี เมื่อเทียบปริมาณที่ควร ได้รับอยู่ที่ 200 กิโลแคลอรีต่อวัน

อย่างไรก็ตาม อาหารจำพวกขนมกรุบกรอบกว่า 90%มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยมาก และเต็มไปด้วยสารอาหารที่เกินพอดี เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อทานต่อเนื่องจะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง และส่วนประกอบหลักของขนมกรุบกรอบประเภทแป้ง ทำให้เด็กได้รับคาร์โบไฮเดรตสูง กลายเป็นเด็กอ้วน ฟันผุ อนาคตเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ อีกทั้งยังพบว่า ปัจจุบันเด็กไทยจำนวนหนึ่งกำลังมีปัญหา “เมตาบอลิคซินโดรม” คือมีเมตาบอลิซึมผิดปกติ มีความดันโลหิตสูง ไขมันผิดปกติ น้ำตาลผิดปกติ สัมพันธ์กับภาวะที่ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน เป็นผลจากความอ้วน และมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานได้ง่าย  ฉะนั้น ควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันให้มากขึ้นแล้วละคะ เน้นการกินผัก ผลไม้ อาหารปรุงเอง จะดีและปลอดภัยที่สุดค่ะ

มหัศจรรย์พลังสีบำบัด

ทุกคนเชื่อว่าการมีสุขภาพดีนั้น  ต้องเริ่มจากภายใน  อาจจะหมายถึงจิตใจของเราด้วยเช่นกัน  แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ใครหลายๆคนอาจมองข้ามนั้นคือพลังแห่งสี  ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน โดยเน้นไปที่การจัดบรรยากาศรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน โต๊ะทำงาน หรือการแต่งกายด้วยสีสันต่างๆ ซึ่งสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ

แต่งบ้านด้วยสีสัน  ห้องนั่งเล่น : ห้องแรกที่เป็นศูนย์กลางของทุกคนในบ้าน การเลือกสีสำหรับห้องนี้อาจเป็นสีที่ผ่อนคลาย หรือเป็นสีที่มีความสนุกสนานก็ได้ตามความต้องการของสมาชิกในบ้าน เราอาจใช้สีมาช่วยดึงดูดความสนใจที่โซฟาตัวยาว หมอนอิง แจกันดอกไม้ เฟอร์นิเจอร์รูปร่าง สีสันแปลกๆ หรือรูปภาพขนาดใหญ่ก็ได้ค่ะ

ห้องทำงาน ห้องสมุด : เลือกสีที่สร้างสมาธิหรือความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าบางคนชอบสีขาวสะอาดตา อาจใช้ต้นไม้สีเขียว รูปภาพสีสดใสมาช่วยเบรกอารมณ์ก็ได้ค่ะ

ห้องนอน : ห้องนอนเป็นห้องที่เจ้าของจะใช้เวลาอยู่มากที่สุด การเลือกใช้สีในห้องนี้ จึงสามารถเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของเจ้าของได้ค่ะ หรือจะเลือกเปลี่ยนเฉพาะสีของผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนหรือผ้าม่าน ซึ่งของเหล่านี้เปลี่ยนแปลงสีและรูปแบบได้ง่ายตามแต่เจ้าของเลือกจะเปลี่ยน ให้เป็นอารมณ์ไหน

หลอดไฟเปลี่ยนสี : อีกวิธีง่ายๆ ที่คุณๆ ต้องการเปลี่ยนสี บรรยากาศภายในห้อง คือการนำกระดาษแก้วที่เป็นสีต่างๆ มาพันรอบหลอดไฟ แต่ต้องระวังไม่ให้อยู่ใกล้หลอดไฟ เพราะจะทำให้ไหม้ได้ค่ะ ทีนี้เราก็จะสามารถเปลี่ยนสีของห้องได้ตามอารมณ์ได้เลย

แต่งโต๊ะทำงานด้วยสีสดใส โต๊ะ ทำงาน : มองเห็นโต๊ะทำงานตัวเองทีไร ละเหี่ยใจทุกที เพราะมีงานกองสุมอยู่เต็มไปหมด แต่จะให้หันไปเปลี่ยนสีออฟฟิศก็คงเป็นไปไม่ได้ (แม้จะแอบฝันอยู่) ลองหาดอกไม้สีสันสดใสสักช่อ หรือต้นไม้สีเขียวๆ สักต้น เอามาวางไว้ข้างๆ คอมพิวเตอร์ หรือรูปภาพวิวทิวทัศน์ ก็ทำให้สมองแล่นได้ค่ะ

เบื้องหลังชานมไข่มุก คุณหรือโทษ?

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วนั้น เครื่องดื่มสุดฟินอย่าง “ชานมไข่มุก” เริ่มเข้ามาตีตลาดในเมืองไทย จนเกิดเป็นกระแสการขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มาจนถึงทุกวันนี้ เครื่องดื่มอย่างชานมไข่มุกก็ยังคงฮิตติดตลาด แถมยังมีหลากเมนู หลากรสชาติให้เลือกดื่มดับกระหายกันอีกด้วย แต่เอ! ถ้าลองเจาะลึกเบื้องหลังของชานมไข่มุกแต่ละแก้วดูแล้ว ดูเหมือนจะไม่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคเท่าไรเลยนะเนี่ย

ลองมาดูข้อมูล เจาะลึกเบื้องหลังชานมไข่มุก : คุณหรือโทษ มาดูกันว่าจะได้รู้ว่าชานมไข่มุกเครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลาย ๆ คน มี “คุณ” หรือ “โทษ” มากกว่ากัน

ชานมไข่มุก เจาะลึกเบื้องหลังชานมไข่มุก : คุณหรือโทษ

ปัจจุบัน เครื่องดื่มคลายร้อนชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชาเย็น กาแฟเย็น น้ำผลไม้ปั่น ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ชานมไข่มุกก็เป็นเครื่องดื่มอีกชนิดหนึ่งที่กลายเป็นกระแสนิยมที่มาแรงในขณะนี้ โดยเห็นได้จากจำนวนร้านค้าชานมไข่มุกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้คุณค่าทางโภชนาการของเครื่องดื่มที่กำลังมาแรงในขณะนี้

การศึกษามากมายที่ระบุถึงประโยชน์ของการดื่มน้ำชาเพื่อสุขภาพ เช่น สามารถช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในหลอดเลือด และการมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็ง ซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของชาและความเข้มข้นในการบริโภค แต่การบริโภคชาเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน คือ การดื่มชาในปริมาณที่มากเกินไปอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ เช่น ท้องผูก นอนไม่หลับ เป็นต้น

แต่ชานมไข่มุก 1 แก้ว มิได้มีเพียงแต่น้ำชาเท่านั้น แต่ยังมีน้ำเชื่อม ครีมเทียม และไข่มุกเพิ่มขึ้นมา ข้อมูลทางโภชนาการระบุว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว ให้พลังงาน 240-360 กิโลแคลอรี่ (คาร์โบไฮเดรต 45-62 กรัม, ไขมัน 0-14 กรัม, โปรตีน 0.4-2 กรัม) ความแตกต่างของพลังงานและสารอาหารขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเชื่อมและครีมเทียมที่ใส่ลงไป

โดยไข่มุกที่อยู่ในชานมไข่มุกนั้น ผลิตมาจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งจัดอยู่ในอาหารหมวดเดียวกับแป้งและน้ำตาล โดยไข่มุก 30 กรัม ให้พลังงาน 100 กิโลแคลอรี่ ซึ่งพลังงานที่ได้จากการดื่มชานมไข่มุกใกล้เคียงกับการรับประทานก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ 1 ชาม ที่ให้พลังงาน 326 กิโลแคลอรี่ (คาร์โบไฮเดรต 41 กรัม, ไขมัน 8 กรัม, โปรตีน 21 กรัม) หรือเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลที่ได้รับจากชานมไข่มุกจะเท่ากับข้าว 3-4 ทัพพี

มีการศึกษาวิจัยพบว่า การดื่มชาคู่กับนมหรือน้ำตาลจะลดคุณสมบัติของชาในการต้านอนุมูลอิสระ ยิ่งไปกว่านั้น น้ำตาลที่ใส่ในน้ำชายังถือเป็นสิ่งที่ให้พลังงานสูญเปล่า หมายถึงสิ่งที่ให้พลังงานที่มาจากคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวโดยไม่มีสารอาหารอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งมีการศึกษาระบุว่า การดื่มน้ำตาลในปริมาณมาก ๆ อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดเหมือนกับการดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มประเภทชาเขียวพร้อมดื่มที่มีวางจำหน่ายทั่วไป

นอกจากนี้ ครีมเทียมที่ใส่ลงในชานม ไขมันส่วนใหญ่จะผลิตจากไขมันปาล์มซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า การบริโภคกรดไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ดังนั้น การบริโภคชานมไข่มุกเป็นประจำอาจนำไปสู่การเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งการดื่มชานมไข่มุกที่เหมาะสมคือ การดื่มโดยคำนึงถึงพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน โดยการทดแทนการดื่มชานมไข่มุกกับการลดการบริโภคอาหารในกลุ่มข้าว แป้ง หรือการลดปริมาณน้ำตาลที่ใส่ในชานมไข่มุกที่คุณสั่ง และหลีกเลี่ยงการใส่ครีมเทียมลงไปในชานมไข่มุกที่คุณสั่ง เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถลดอันตรายที่มาจากชานมไข่มุกได้

แพทย์เผยวัยรุ่นยุคดิจิตอลความจำเสื่อมกันมากขึ้น

เมื่อเร็วๆนี้ แพทย์ได้เผยแล้วนะค่ะว่า วัยรุ่นยุคดิจิตอลความจำเสื่อมกันมากขึ้นทางเว็บไซต์ของอังกฤษ รายงานว่า แพทย์เกาหลีใต้ ชี้ วัยรุ่นยุคดิจิตอลเป็นโรคความจำเสื่อมกันมากขึ้น เพราะติดใช้เทคโนโลยีกันมากเกินไป จนทำให้สมองไม่ได้จดจำอะไรในชีวิตประจำวัน

โดยนายแพทย์บยูน จี วอน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง จากสถาบันสมดุลสมองในกรุงโซลของเกาหลีใต้ ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้ วัยรุ่นยุคดิจิตอลมีภาวะความจำเสื่อมชนิดใหม่ที่เรียกว่า “digital dementia” หรือความจำเสื่อมจากการใช้เทคโนโลยีจดจำอะไร ๆ แทนสมอง จนไม่ได้มีการกระตุ้นการจดจำภายในสมองในชีวิตประจำวัน ซึ่งจากการวิจัยพบว่า การติดใช้เทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตต่าง ๆ ทำให้ความสามารถในการจดจำลดลงพอ ๆ กับคนที่สมองได้รับการกระทบกระเทือน หรือคนที่มีความผิดปกติทางจิต โดยการใช้สมาร์ทโฟนหรือเล่นเกมมากเกินไปนั้น ทำให้สมองมีพัฒนาการเฉพาะซีกซ้าย แต่ซีกขวากลับถูกทิ้งไว้ ไม่ได้รับการกระตุ้นและมีพัฒนาการใด ๆ

จากการวิจัยเด็กวัยรุ่นช่วงอายุตั้งแต่ 10-19 ปี ซึ่งใช้สมาร์ทโฟนมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน พบว่า 18.4 เปอร์เซ็นต์ประสบปัญหาด้านความจำ ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าที่ผ่านมา ขณะที่ชายหญิงวัย 18-39 ปี ที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานในชีวิตประจำวันนั้น พบว่ามีสัดส่วนกว่า 14 เปอร์เซ็นต์ที่ประสบปัญหาด้านความจำ โดยผู้คนที่มีภาวะ “digital dementia” นี้ จะไม่สามารถจดจำข้อมูลที่ต้องใช้การให้ความสนใจอย่างมาก อย่างเช่น เบอร์โทรศัพท์มือถือ ตัวเลขต่าง ๆ ได้

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่ทีมแพทย์จากเกาหลีใต้เท่านั้นที่พบว่าการใช้เทคโนโลยียุคดิจิตอล เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะความจำเสื่อม แต่ก่อนหน้านี้ งานวิจัยหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์อเมริกัน ก็เปิดเผยเช่นกันว่า การใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และการพูดคุยผ่านโปรแกรมแชทเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้สมองไม่ได้พัฒนาทักษะในการจดจำ เพราะผู้คนกลุ่มนี้มักจะไม่มีการใช้สมาธิจดจ่อกับข้อมูลใด ๆ เลย

10 วิธีคลายเครียดในการทำงาน

หลายๆคนคงมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังกับการทำงาน นั้นก็เป็นสิ่งที่ดีนะค่ะ แต่ถ้าทำให้ถึงกับเครียดจนเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งสมควร เพราะเมื่อเกิดความเครียดขึ้นแล้ว นอกจากจะทำให้ไม่ได้งานดีอย่างที่ตั้งใจไว้ยังส่งผลเสียด้านอื่น ๆ ด้วย เช่นทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ทำให้เสียความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ทั้งผู้ร่วมงานและคนในครออบครัว ทำให้ชีวิตไม่มีความสุขดังนั้น การรู้จักผ่อนคลายความเครียดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยคลายเครียดและเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นเกิดบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ทำให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้น และวันนี้เราจะมาบอก เคล็ดลับดีๆวิธีคลายเครียดในการทำงานค่ะ

1.ออกกำลังกาย

เมื่อรู้สึกเครียดจากการทำงาน การออกกำลังกายจนได้เหงื่อจะช่วยคลายเครียดได้ หลังเลิกงานหรือในวันหยุดควรออกกำลังกายหรือกีฬาบ้าง และถ้าได้เล่นกับกลุ่มเพื่อนจะยิ่งสุกสนานมากขึ้น การช่วยกันทำงานบ้านในวันหยุด ก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีและยังช่วยให้สมาชิกในครอบครัวรู้สึกรับใคร่สามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วย

2.การพักผ่อนหย่อนใจ

หลังเลิกงานแล้ว ควรจะได้พักผ่อนหย่อนใจบ้างเพื่อผ่อนคลายจิตใจ ทำให้พร้อมที่จะกลับไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้งหนึ่งกิจกรรมการพักผ่อนหย่อนใจมีอยู่มากมาย ควรเลือกที่ตรงข้ามกับงานประจำ เช่นงานประจำต้องนั่งโต๊ะทั้งวัน ยามว่างควรทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือถ้างานประจำต้องให้บริการผู้อื่น ยามว่างควรไปให้ผู้อื่นบริการบ้าง เพื่อให้ชีวิตสมดุลและผ่อนคลาย

3.การพูดอย่างสร้างสรรค์

การพูดอย่างสร้างสรรค์จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานควรหมั่นพูดคำว่า สวัสดี ไม่เป็นไร ขอโทษ และขอบคุณให้ติดปาก เพราะจะแสดงถึงความมีมารยาท มีน้ำใจให้อภัย และรู้คุณค่าการกระทำของผู้อื่นเป็นเสน่ห์แก่ผู้พูด และผู้ฟังก็สบายใจด้วย ควรหมั่นพูดชมเชย ให้กำลังใจ ไต่ถามทุกข์สุข ปลุกปลอบใจและประสานความเข้าใจกัน บางเรื่องไม่ควรพูดก็อย่าพูด จะช่วยตัดปัญหาและลดความเครียดลงได้มาก

4. การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม

การเก็บกดอารมณ์ที่ไม่ดี หรือแสดงอารมณ์ที่ไม่ดี จะทำให้เกิดความเครียดควรฝึกควบคุมอารมณ์ คิดก่อนทำ และทำอย่างเหมาะสม จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ และไม่ทำให้เกิดปัญหาตามมาเมื่ออารมณ์ดี ควรยิ้มแย้มทักทาย พูดเล่น ฮัมเพลง จะทำให้ผู้ใกล้ชิดพลอยรู้สึกดีตามไปด้วยเมื่ออารมณ์ไม่ดี อย่าเพิ่งพูด หรือทำอะไรลงไป เพราะอาจเสียใจภายหลัง ให้หลบออกจากสถานการณ์สักพัก หรือหายใจเข้าออกช้าๆ สัก 4 – 5 ครั้ง หรือนับ 1 – 10 ในใจก็ได้ พยายามคิดถึงผลเสียที่จะเกิดตามมา จะทำให้มีสติ และแสดงออกได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นดีขึ้นและเครียดน้อยลง

5. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน

การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน จะช่วยให้รู้สึกมีความสุขในการทำงานและช่วยให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพเพราะมีผู้คอยให้กำลังใจการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงานสามารถทำได้โดยการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราอยู่เสมอ อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเราอย่างไรก็ต้องปฏิบัติอย่างนั้นกับผู้อื่นเช่นกัน

สัปดาห์หน้าเรามาดูอีก 5วิธีในการคลายเคลียดกันนะค่ะว่าจะมีอะไรบ้าง

อาหารบางชนิดที่ กินมากมีผลอันตรายต่อสุขภาพ

หลายคนคงมีอาหารโปรดและชอบรับประทานอยู่เป็นประจำ และการรับประทานอาหารที่ดีนั้นไม่ควรรับประทานแบบซ้ำๆ บ่อยๆ ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ เพราะอาหารบางประเภทที่เรารับประทานนั้น เมื่อรับประทานมากๆ ก็ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ค่ะ อาหารที่เสี่ยงต่อสุขภาพเราก็คือ

เมล็ดทานตะวัน

เป็นของทานเล่นที่ทำให้เพลินมากๆ  เมล็ดทานตะวัน นั้นถ้าเรากินในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยในการไดเอทได้  แต่ถ้าหากเรามากจนเกินไป จะส่งผลให้ไขมันในตับสูงขึ้น โรคตับจะถามหาได้

ผักดอง

ผักดอกที่หลายๆคนชื่นชอบนั้น ไม่ว่าจะทานกับขนมจีน ข้าวต้ม หรือแม้แต่อาหารยอดฮิตอย่าง กิมจิ ก็ตาม ไม่ควรจะรับประทานบ่อยๆซ้ำๆ เพราะการดองผักนั้นต้องใช้เกลือหรือความเค็มในการหมักบ่ม หากเรารับประทานในปริมาณที่มากๆ ก็อาจจะเกิดโรคความดันสูง และในผักดอกนั้นมีสารไนไตรต์สามารถก่อมะเร็งได้อีกด้วย

เต้าหู้

อาหารที่คนคิดว่ามีประโยชน์ไม่น่าจะโทษ แต่ของทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ มีผลวิจัยจากอังกฤษออกมาว่า คนที่กินเต้าหู่วันนึงมากกว่าหนึ่งมื้อจะมีความจำได้น้อยลง และในตัวเต้าหู้มันมีสาร ไฟโตเอสโตร ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าและสารกันบูดของเต้าหู้ยังทำให้เกิดมะเร็งอีกด้วย

ปาท่องโก๋

เนื่องจากเป็นอาหารที่ทำจากแป้ง แล้วต้องนำไปทอดอีกในน้ำมันจะมีไขมันทรานส์ซึ่งเป็นไขมันชนิดเหลว ทุกครั้งที่กินไปจะมีความเสี่ยงกับโรคหัวใจ,เบาหวาน และอาจจะเกิดมะเร็งได้อีกด้วย หากปาท่องโก๋นั้นใช้น้ำมันที่ทอดซ้ำกันบ่อยๆ

หมูย่าง/เนื้อย่าง

มาถึงอาหารที่เป็นที่นิยมในยุคนี้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นหมูย่างเกาหลี เนื้อย่างญี่ปุ่น ที่พูดถึงที่ไรน้ำลายสอเลยทีเดียว นอกจากนั้นอาหารจำพวกเนื้อนั้นอุดมปด้วยโปรตีน ที่ร่างกายเอาไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหลอ แต่ไม่ควรรับประทานในลักษณะที่ไหม้เกรียม ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นสารก่อมะเร็ง ถ้าหากเราทานเยอะและบ่อยๆ ก็จะเกิดการสะสมในร่างการ และนานๆไปก็ทำให้เกิดมะเร็งตามมา

ตับหมู,ตับไก่

ตับนั้นมีธาตุเหล็กสูงดีต่อสุขภาพและเลือดเราแต่ถ้ากินเยอะเกิดไปนั้นมันจะ กลายเป็นผลเสียได้เช่นกัน เพราะว่าในตับ 1 กิโลกรัม มีคอเลสเตอนอลสูงถึง 400 มิลลิกรัม ถ้าหากรับประทานบ่อยๆเป็นจำนวนมากๆ ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เช่น โรคหัวใจ,โรคไขมันในเลือดสูง,โรคอ้วน เป็นต้น

อวัยวะอะไรบ้างที่อยู่ในระบบย่อยอาหาร?

โดยทั่วไปทางเดินอาหารของมนุษย์จะมีความยาวประมาณ 7 เมตรครึ่ง หรือ 25 ฟุต ประกอบด้วยอวัยวะมากมายที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งแต่ละอวัยวะก็มีหน้าที่ดังนี้

ปาก (Mouth)

ปากคือด่านแรกของระบบย่อยอาหาร เพราะเมื่อเราหยิบอาหารเข้าปาก อวัยวะภายในช่องปากก็จะเริ่มช่วยกันย่อยอาหารทันที คือ

ฟัน จะทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้เล็กลง มนุษย์เราจะมีฟัน 2 ชุด ชุดแรก เรียกฟันน้ำนม มี 20 ซี่ ส่วนชุดที่ 2 เรียกฟันแท้ มี 32 ซี่ แต่บางคนอาจมีน้อยกว่านั้น เนื่องจากฟันขึ้นไม่ครบ

น้ำลาย ในช่องปากนั้นมีต่อมน้ำลาย 3 คู่ สามารถผลิตน้ำลายได้วันละประมาณ 1-1.5 ลิตร โดยต่อมน้ำลายที่ใหญ่ที่สุดอยู่ข้างกกหู ในน้ำลายนั้นจะมีเอนไซม์ “อะไมเลส” หรือ ไทยาลีน” ที่ช่วยย่อยแป้งให้เป็นเดกซ์ทริน (Dextrin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล และถูกย่อยต่อไปจนเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ คือ น้ำตาลมอลโทส (maltose) นอกจากนี้ น้ำลายยังช่วยให้อาหารอ่อนตัว เพื่อกลืนอาหารได้ง่ายขึ้น

ลิ้น ทำหน้าที่รับรสชาติของอาหาร เกลี่ยอาหารให้ฟันบด คลุกเคล้าอาหารให้เป็นก้อน เพื่อสะดวกในการกลืนอาหาร

 คอหอย (Pharynx)

เป็นท่ออยู่หลังหลอดลมและปาก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอาหารจากปากไปยังหลอดอาหาร ตรงส่วนนี้ไม่มีการย่อยใด ๆ เกิดขึ้น

 หลอดอาหาร (Esophagus)

เป็นกล้ามเนื้อเรียบอยู่ต่อจากคอหอย มีความยาวประมาณ 23-25 เซนติเมตร ทำหน้าที่คอยรับอาหารจากคอหอยส่งต่อไปยังกระเพาะอาหาร ในลักษณะการบีบรัดกล้ามเนื้อเป็นลูกคลื่น เรียกว่า “เพอริสตัสซิส (peristalsis)” เพื่อไล่ให้อาหารเคลื่อนที่ลงสู่กระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหาร (Stomach)

มีลักษณะเป็นถุงใหญ่ มีขนาด 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่หากทานอาหารเข้าไปจะสามารถขยายตัวได้ถึง 10-40 เท่า โดยภายในกระเพาะอาหารจะมีลักษณะเป็นลูกคลื่น และใช้วิธีบีบตัวเพื่อทำให้อาหารคลุกเคล้ากับน้ำย่อยที่ผลิตออกมาช่วยย่อยอาหาร ก่อนจะส่งผ่านอาหารต่อไปยังลำไส้เล็ก

ในกระเพาะอาหารนั้นจะมีการสร้างเอนไซม์อยู่หลายชนิด ประกอบด้วย

1. กรดเกลือ หรือ กรดไฮโดรคลอริก (hydrochloric acid : HCI) ช่วยทำให้กระเพาะมีสภาพเป็นกรด เหมาะแก่การทำงานของน้ำย่อย ช่วยทำให้อาหารอ่อนตัว ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก และหน้าที่สำคัญคือ เปลี่ยน “เพปซิโนเจน” ซึ่งเป็นน้ำย่อยที่ไม่มีฤทธิ์ ให้กลายเป็น “เพปซิน” ที่จะช่วยย่อยโปรตีนจากพืชและสัตว์ให้เป็น “เปปไทด์” ซึ่งมีโมเลกุลขนาดเล็กลงได้ (แต่ยังไม่เล็กพอที่จะแพร่เข้าสู่เซลล์ ต้องไปย่อยต่อที่ลำไส้เล็ก)

2. เพปซิโนเจน (pepsinogen) เป็นน้ำย่อยที่ไม่มีฤทธิ์ ต้องไปรวมกับกรดเกลือก่อนจึงจะกลายเป็นน้ำย่อย “เพปซิน” ช่วยย่อยโปรตีนได้

3. โพรเรนนิน (Prorennin) หากผสมกับกรดเกลือจะกลายเป็น “เรนนิน” (rennin) ช่วยย่อยโปรตีนในนมให้กลายเป็นเคซีน แล้วไปรวมตัวกับแคลเซียม ก่อนจะถูกเพปซินย่อยต่อไป สำหรับผู้ใหญ่ไม่มีน้ำย่อยนี้ หรือมีน้อย จะเกิดอาการท้องเสียเมื่อดื่มนม

4. มิวซิน (mucin) มีหน้าที่เคลือบกระเพาะทําให้ความเป็นกรดลดลง

5. แกสทริกไลเปส (gastric lipase) เป็นน้ำย่อยช่วยย่อยไขมัน แต่สร้างออกมาในปริมาณที่น้อยมาก เพราะสภาพเป็นกรดของกระเพาะอาหาร

6. อินทรินสิกแฟคเตอร์ (intrinsic factor) ช่วยดูดซึมวิตามินบี 12

7. แกสตริน (Gastrin) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ในกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารที่สร้างน้ำย่อย และกรดไฮโดรคลอริก หลั่งเอนไซม์หรือน้ำย่อยและกรดไฮโดรคลอลิกออกมาย่อยอาหาร

หากเราทานอาหารเข้าไปแล้ว เมื่ออาหารถูกส่งถึงกระเพาะอาหาร ก็จะใช้เวลาย่อยอาหารภายในกระเพาะอาหาร ประมาณ 2-4 ชั่วโมง จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร และการบีบตัวของกระเพาะอาหารด้วย เมื่อย่อยอาหารเสร็จสิ้น ก็จะส่งอาหารต่อไปยังลำไส้เล็ก โดยมีกล้ามเนื้อหูรูดกระเพาะอาหารตอนล่างคอยปิดกั้นไม่ให้น้ำดีไหลย้อนกลับเข้ามาในกระเพาะอาหาร

ทั้งนี้ ในกระเพาะอาหารนั้นจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ ยกเว้นพวกแอลกอฮอล์ ยาบางชนิดที่เป็นกรดและน้ำ ที่กระเพาะอาหารอาจดูดซึมได้ แต่ก็ไม่เกินร้อยละ 30 โดยส่วนที่เหลือจะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก

ระบบย่อยอาหารของมนุษย์

ระบบย่อยอาหาร หรือระบบทางเดินอาหาร ฟังแค่ชื่อก็พอเข้าใจอยู่แล้วใช่ไหมคะว่ามีหน้าที่ลำเลียงอาหารเข้าสู่ร่างกาย และก็ต้องย่อยอาหารที่เราทานเข้าไปให้มีขนาดเล็กจนส่งผ่านเซลล์เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายของเราได้ แต่กว่าที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารได้นั้น อวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบย่อยอาหารก็ต้องช่วยกันทำหน้าที่หลายแรงแข็งขัน ซึ่งหากอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งในระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ รับรองว่าอาการป่วยถามหาแน่ ๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วคงต้องมาดูแลระบบย่อยอาหารกันให้มากขึ้นแล้วล่ะ แต่ก่อนที่เราจะดูแลระบบย่อยอาหารได้ดีนั้น ก็ควรจะรู้จักก่อนว่าระบบย่อยอาหารของเรามีอวัยวะใดบ้าง และทำงานกันอย่างไร เรื่องสุขศึกษาที่ใกล้ตัวของเราแบบนี้น่าสนใจทีเดียวค่ะ

ทำไมร่างกายต้องย่อยอาหาร?

อย่างที่ทราบกันว่า ร่างกายของมนุษย์ต้องการสารอาหารไปเลี้ยงร่างกาย แต่อาหารที่เราทานเข้าไป ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ล้วนแล้วแต่มีโมเลกุลขนาดใหญ่เกิดกว่าที่เซลล์และเนื้อเยื่อของเราจะดูดซึมเข้าไปได้ ดังนั้น นี่จึงเป็นหน้าที่สำคัญของระบบย่อยอาหาร หรือระบบทางเดินอาหาร ที่จะย่อยอาหารต่าง ๆ ให้เล็กลงจนลำเลียงเข้าสู่เยื่อหุ้มเซลล์ได้

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า เอ…แล้วโมเลกุลของสารอาหารต้องเล็กขนาดไหนจึงจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ คำตอบก็คือ สารอาหารต้องถูกย่อยจนกลายเป็นสารโมเลกุลเดี่ยว คือ

คาร์โบไฮเดรต กลายเป็น กลูโคส (เดกซ์โทรส), ฟรักโทส, กาแลกโทส

โปรตีน กลายเป็น กรดอะมิโน

ไขมัน กลายเป็น กรดไขมัน กลีเซอรอล

ส่วนวิตามินและเกลือแร่นั้น มีโมเลกุลขนาดเล็กอยู่แล้ว เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็สามารถดูดซึมเข้าไปใช้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยอาหาร

และอย่างที่รู้ว่า อาหารทุกชนิดที่เราทานเข้าไปเมื่อผ่านกระบวนการย่อยอาหารเสร็จสิ้นแล้ว สารอาหารจะถูกดูดซึมกลับไปเป็นพลังงานให้ร่างกาย ส่วนที่เหลือคือกากอาหารจะถูกขับออกมาเป็นอุจจาระ ดังนั้น เราจำเป็นต้องขับถ่ายของเสียเหล่านี้ออก เพราะหากปล่อยให้ของเสียสะสมนานเกินไป อาจเกิดอาการท้องอืด หรือท้องผูก จนถึงขั้นเป็นริดสีดวงทวารได้

ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างไร?

ปกติแล้วตั้งแต่ที่เราทานอาหารเข้าปาก ไปจนถึงออกทางทวารหนัก ระบบย่อยอาหารจะต้องใช้เวลาทำงานประมาณ 16-28 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร และเพื่อทำให้โมเลกุลของสารอาหารเล็กลงอันจะทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้ทันที ก็ต้องมีกระบวนการย่อย ซึ่งร่างกายเราจะใช้การย่อย 2 วิธีคือ

1. การย่อยเชิงกล (Mechanical Process) เกิดจากการเคลื่อนไหวของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร ทั้งการบดเคี้ยวด้วยฟัน หรือการบีบตัวของทางเดินอาหาร เช่น การรีดอาหารลงไปในหลอดอาหาร, การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร และการเคลื่อนไหวของลำไส้

2. การย่อยเชิงเคมี (Chemical Process) คือการเปลี่ยนแปลงขนาดโมเลกุลของสารอาหารโดยอาศัยเอนไซม์ หรือน้ำย่อยที่เกี่ยวข้อง ทำให้โมเลกุลของสารอาหารเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีกลายโมเลกุลที่มีขนาดเล็กลง

ดื่มน้ำเย็นจัด ทำร่างกายเจ็บป่วยไม่รู้ตัว

น้ำเย็น ๆ ใคร ๆ ก็ชอบ ก็ดูสภาพอากาศทุกวันนี้สิคะ ก้าวออกไปจากห้องแอร์ไม่กี่นาที ได้เหงื่อไหลไคลย้อยกันแล้ว แถมชวนให้รู้สึกกระหายน้ำง่ายกว่าปกติเสียด้วย แบบนี้ถ้าได้ดื่มน้ำเย็น ๆ หรือน้ำผสมน้ำแข็งสักหน่อย ถึงจะชื่นใจ

แต่เห็นใครหลายคนบอกต่อกันมาว่า “น้ำเย็นจัด” น่ะ ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นอยู่แค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นแหละ เพราะว่าจริง ๆ น้ำที่เย็นมาก ๆ หากดื่มเข้าไปแล้ว กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพต่างหาก ฟังแล้วชักจะสงสัย ไม่รู้ว่าผลเสียของการดื่มน้ำเย็นจัดมีอะไรบ้างนะ

1. ลดขีดความสามารถของสมอง

เชื่อไหมว่า นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยบริสตอล ในประเทศอังกฤษ ได้ทำการศึกษาพบว่า คนที่ดื่มน้ำเย็นจัดในยามที่ร่างกายไม่ได้เกิดความรู้สึกกระหายน้ำนั้น จะทำให้ขีดความสามารถในการทำงานของสมองลดลงไปทันที จากการแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งไม่ได้ดื่มน้ำอะไรเลย ขณะที่อีกกลุ่มให้ดื่มน้ำเย็นจัด อุณหภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส 1 แก้ว ทั้งที่ยังไม่รู้สึกกระหาย แล้วนำแบบทดสอบไปให้ทำ ปรากฏว่า กลุ่มที่ไม่ได้ดื่มน้ำทำแบบทดสอบได้ดีกว่ากลุ่มที่ดื่มน้ำเย็นจัด โดยกลุ่มที่ดื่มน้ำเย็นจัดนั้น มีขีดความสามารถในการทำแบบทดลองลดลงไปถึง 15% เลยทีเดียว

เมื่อผลเป็นเช่นนี้ นักวิจัยจึงเชื่อว่า อุณหภูมิของน้ำที่เย็นไปส่งผลกระทบต่อสมอง ดังนั้น จึงกระทบต่อคนที่กำลังทำงานที่ต้องใช้สมอง หรือใช้ความคิดมาก ๆ รวมทั้งการขับรถด้วย หากใครกำลังทำงานเครียด หรือขับรถฝ่ารถติด ก็เลี่ยงน้ำเย็นจัด ๆ ไว้นะ

 2. ย่อยอาหารได้ยากขึ้น

หลายคนติดนิสัยทานอาหารคำสุดท้ายเสร็จเมื่อไร ก็จะดื่มน้ำเย็น ๆ ตามลงไปทันที บ้างก็ว่าเพื่อล้างปาก บ้างก็ว่าเพื่อให้ย่อยอาหารได้ดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว น้ำเย็นจัดแก้วนั้นของคุณจะไปทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้นต่างหาก

นั่นเพราะปกติแล้ว ร่างกายเราจะหลั่งเอนไซม์ออกมาเวลาย่อยอาหาร ซึ่งเอนไซม์นั้นมีอุณหภูมิเท่ากับร่างกายของเรา คือประมาณ 37 องศาเซลเซียส หากเราดื่มน้ำเย็นจัด ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่ากันมากลงไป มันจะไปลดการทำงานของสสารเอนไซม์สำหรับย่อยอาหาร นอกจากนี้ น้ำเย็นยังจะไปทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหารเกิดอาการชาได้ ทำให้ประสิทธิภาพการย่อยอาหารลดลงอีกด้วย เมื่อการย่อยอาหารทำได้ไม่ดี เราจะรู้สึกท้องอืด ท้องเฟ้อ ขึ้นมา หากติดนิสัยดื่มน้ำเย็นจัด ๆ หลังอาหารเป็นประจำ ก็อาจทำให้เป็นโรคกรดไหลย้อนได้ไม่รู้ตัวเลยล่ะ

 3. ร้อนในถามหา

อย่างที่รู้กันว่า มนุษย์เราเป็นสัตว์เลือดอุ่น ยิ่งอากาศข้างนอกร้อนจัดเสียด้วย แบบนี้ ถ้าเราดื่มน้ำเย็น ๆ เข้าไป ร่างกายก็จะต้องปรับอุณหภูมิในร่างกายขึ้นมา เท่ากับว่ายิ่งดื่มน้ำเย็นมากเท่าไร ร่างกายก็จะยิ่งปรับอุณหภูมิเพิ่มมากขึ้น เมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพี้ยนไปแบบนี้แล้ว อาการร้อนในจะไม่ถามหาได้อย่างไรล่ะ

 4. เจ็บป่วยง่ายขึ้น

เรื่องนี้ได้รับคำยืนยันจาก ภญ.วรีวรรณ รัตรสาร แพทย์แผนไทยด้านเวชกรรมไทย ที่ระบุว่า เมืองไทยเป็นเมืองร้อน หากเราดื่มน้ำเย็นในช่วงอากาศร้อนจัด จะทำให้เราเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น เพราะร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน แตกต่างจากคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหนาว ที่การดื่มน้ำเย็นไม่ได้กระทบกับสุขภาพของเขาเท่าใดนัก เพราะเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิไม่ต่างกับอากาศข้างนอกนั่นเอง ใครที่ป่วยบ่อย ๆ ลองสำรวจตัวเองดูซิว่าชอบดื่มน้ำเย็นจัดหรือเปล่า

 5. ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น

ข้อนี้ คุณสาว ๆ ต้องจำไว้ให้ดีเลยค่ะว่า ถ้าช่วงนั้นคุณมีประจำเดือน ห้ามดื่มน้ำเย็นเด็ดขาดเลยถ้าไม่อยากปวดท้องโอดโอย นั่นเพราะเวลาที่เราปวดท้องประจำเดือน หากดื่มน้ำเย็นเข้าไป จะทำให้มดลูกบีบตัว รัดตัวมากขึ้น ก็จะทำให้เรายิ่งปวดท้องมากขึ้น และน้ำเย็นยังทำให้เลือดประจำเดือนเป็นลิ่มด้วย ส่วนสาว ๆ บางคนที่มีรอบเดือนมาไม่ค่อยปกติ นั่นก็เป็นผลมาจากการดื่มน้ำเย็นจัดเช่นกัน

สรุปได้ว่า การดื่มน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ที่อุณหภูมิเดียวกับอุณหภูมิห้อง สบายใจสบายกายกว่ากันแน่นอน และถ้าจะให้ดี ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน สำหรับคนน้ำหนัก 50 กิโลกรัม และหากมีน้ำหนักตัวมากกว่านั้นก็ยิ่งต้องดื่มน้ำให้มากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของเรา ที่สำคัญคือ ไม่ควรดื่มรวดเดียวหมด อาจทำให้เจ็บป่วยได้ ควรดื่มแบบค่อย ๆ จิบไปเรื่อย ๆ จะดีที่สุดค่ะ

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับยุง และวิธีลดอาการบวมเมื่อถูกยุงกัด

ยุงเป็นสัตว์ตัวเล็กนิดเดียวที่เรารู้กันดีว่ามีพิษสงมากมาย โดนเจ้ายุงกัดทีก็ทั้งคันทั้งเจ็บ แถมเป็นผื่นแดงทิ้งหลักฐานไว้บนผิวเราอีก ยิ่งกับคนที่แพ้น้ำลายยุงเป็นทุนเดิม ก็จะยิ่งทรมานจากการโดนยุงกัดมากขึ้น และที่ร้ายแรงก็คือ อาจจะป่วยเป็นไข้เลือดออก หรือไข้มาลาเรีย ในกรณีที่โดนยุงที่เป็นพาหะนำโรคร้ายทั้งสองโรคนี้กัด

เขาว่ากันว่า ยุงชนิดไหน ๆ ก็มีพิษเท่ากันหมด

เนื่องจากยุงมีลักษณะทางกายภาพที่คล้ายคลึงกันมาก จนอาจจะทำให้เราเข้าใจผิดไปว่า ยุงแต่ละชนิดก็มีพิษสงไม่ต่างกันเท่าไร ซึ่งในความจริงแล้วยุงแต่ละชนิดนั้นค่อนข้างมีภัยร้ายต่อคนเราแตกต่างกันมากมายเลยทีเดียว โดยปัจจัยหลัก ๆ ที่จะทำให้ความร้ายแรงของยุงนั้นแตกต่างกันก็คือ แหล่งที่อยู่อาศัย และอาหารที่ยุงกิน เช่น ยุงป่า ย่อมต้องมีพิษและทำอันตรายเราได้มากกว่ายุงบ้านธรรมดา เพราะกัดกินเลือดจากสัตว์ป่า ทำให้อาจจะติดไวรัสชนิดร้ายแรงจากสัตว์ป่ามาได้

อย่างไรก็ตาม หากเรารู้แหล่งที่มาของยุง ก็จะช่วยให้เรารักษาอาการที่ถูกยุงกัดได้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องขึ้น อ้อ! และที่ควรรู้อีกอย่างก็คือ มีแค่ยุงตัวเมียเท่านั้นที่กัดเรา ยุงตัวผู้เขาไม่สนใจเลือดของมนุษย์จ้า

เขาว่ากันว่า ยุงทุกชนิดเป็นพาหะนำโรค

ยุงมีมากกว่า 3,000 ชนิด แต่มีไม่กี่ร้อยชนิดที่กินเลือดจากคน ที่เหลือชอบกินเลือดสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ หรือสัตว์เลื้อยคลานมากกว่า แต่ในจำนวนยุงที่กินเลือดคนนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นพาหะนำโรคทุกชนิดและทุกตัวไปนะคะ แต่เป็นบางสายพันธุ์เท่านั้น เช่น ยุงที่มีไวรัสเวสต์ไนล์ (West Nile virus) ที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ ยุงที่มีไวรัสเซนต์หลุยส์ (St. Louis encephalitis virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบของสมอง ซึ่งเคยเป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาอยู่ช่วงหนึ่ง โดยเรามักจะพบไวรัสเหล่านี้ในยุงรำคาญ

แต่ถึงกระนั้นยุงรำคาญก็ไม่ได้เป็นพาหะเสมอไป อีกทั้งก็ยังไม่พบไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ในประเทศไทย และกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คอยสอดส่องดูแลอยู่เป็นอย่างดี ฉะนั้นหากโดนยุงกัดก็อย่าเพิ่งตื่นตูมว่าจะไม่สบายหรือเจ็บป่วยจากไวรัสนะจ๊ะ ไว้คอยสังเกตอาการหลังโดนยุงกัดดีกว่า หากมีไข้สูง หนาวสั่น ชักกระตุก หรือตัวชาแข็ง และหมดสติ ก็ค่อยไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด